แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระราชประวัติ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พระราชประวัติ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก


           ในปีระกา พ.ศ. ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสทวีปยุโรปเป็นครั้งแรก โดยเรือพระที่นั่งมหาจักรี พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ มีพระชันษา ๑๗ ชันษา ทรงขออนุญาตลามารับเสด็จพระบรมชนกนาถ โดยมาเข้าร่วมกระบวนเสด็จที่เมือง กอล (Galle) เกาะลังกา เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๔๔๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รับราชการตามตำแหน่งนายเรือในเรือพระที่นั่งมหาจักรี ภายใต้การบังคับบัญชาของกัปตันเรือพระที่นั่ง และได้ทรงถือท้ายเรือพระที่นั่งมหาจักรีด้วยพระองค์เอง ซึ่งเท่ากับว่าทรงแต่งตั้งให้เป็นนักเรียนนายเรือของสยาม โดยทรงฝึกงานภายใต้การดูแลควบคุมของ กัปตัน คัมมิง(Capt. R. S.D. Cumming R.N.) นายทหารเรืออังกฤษ ที่รัฐบาลสยามขอยืมตัวมาเป็นผู้บังคับการเรือพระที่นั่ง ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีลายพระราชหัตถเลขาถึง สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถว่า
          "ในเวลาที่เขียนหนังสืออยู่นี้ อาภากรกับหลวงสุนทรมาถึง อาภากรโตขึ้นมากและขาวขึ้น เขาแต่งตัวเป็นมิดชิพแมนมาพร้อมแล้ว ฉันได้มอบให้อยู่ใต้บังคับกัปตันเป็นสิทธิ์ขาด เว้นแต่วันนี้เขาอนุญาตให้มากินข้าวกับฉัน" และ "กัปตันชมนักว่าอาภากรถือท้ายดีอย่างยิ่ง วันนี้ถือในที่แคบไม่ได้ส่ายเลย ดูแกหยอดเต็มที่แล้ว"
          เล่ากันว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ทรง "ปลื้ม" ในพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ไม่น้อยเช่นกัน
          เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรือพระที่นั่งมหาจักรีแล้ว สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงมีพระราชปรารภเกี่ยวกับพระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ ว่า

Cquote1.svg

          "ชายอาภากรนั้นอัธยาศัยนั้นเป็นคนซื่อมาแต่เดิม เป็นผู้ที่สมควรแก่วิชาที่เรียนอยู่แล้ว ไม่เป็นคนที่มีอัธยาศัยที่จะใช้ฝีปากได้ในการพลเรือน แต่ถ้าเป็นการในหน้าที่อันเดียวซึ่งชำนาญคงจะมั่นคงในทางนั้นและตรงไปตรงมา การที่ได้ไปพบคราวนี้ เห็นว่าอัธยาศัยดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก"
Cquote2.svg

          เมื่อพระองค์ได้ตามเสด็จสมเด็จพระบรมชนกนาถในเรือพระที่นั่งจนถึงประเทศอังกฤษ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงศึกษาวิชาการทหารเรือต่อไป

ข้อมูลเรือพระที่นั่งมหาจักรี
          เรือพระที่นั่งมหาจักรีเป็นเรือพระที่นั่งที่ขึ้นระวางประจำการเมื่อ พ.ศ. 2435 เป็นแบบเรือลาดตระเวน ในการสร้างเรือลำนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพกับพระยาชลยุทธโยธินทร์ ไปติดต่อกับบริษัท Ramage and Fer-guson ต่อที่เมืองลีซ สกอตแลนด์ เมื่อ พ.ศ. 2434 ใช้เวลา 10 เดือนจึงสร้างเสร็จ ออกเดินทางจากเมืองลีซเมื่อ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2435 มาถึงกรุงเทพฯเมื่อ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2435


          เรือลำนี้เป็นเรือพระที่นั่งของรัชกาลที่ 5 ในการเสด็จในประเทศไทย เช่น เกาะสีชัง ปากแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อ พ.ศ. 2436 และในการเสด็จประพาศต่างประเทศ เช่น ชวา (พ.ศ. 2439) ยุโรป (พ.ศ. 2440 และ 2450) สิงคโปร์ (พ.ศ. 2445) และออกรับแขกบ้านแขกเมืองหลายครั้งตลอดรัชกาลที่ 5


          เรือพระที่นั่งมหาจักรีลำแรกปลดระวางเมื่อ พ.ศ. 2459 ทางราขการขายเรือลำนี้ยกเว้นเครื่องจักรให้บริษัทกาวาซากิ โกเบ ซึ่งทางบริษัทมารับเรือลำนี้ออกจากกรุงเทพฯเมื่อ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2459 เครื่องจักรของเรือลำนี้ บริษัทกาวาซากิ โกเบ ได้นำไปต่อเรือพระที่นั่งมหาจักรีลำที่สอง ซึ่งขึ้นระวางในสมัยรัชกาลที่ 7 และถูกระเบิดทำลายในสงครามโลกครั้งที่ 2


ที่มา

วันเสาร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2553

พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 มีนาคม พ.ศ. 2477


บ้านโนล (Knowle) แครนลี (Cranleigh surrey) ประเทศอังกฤษ
เมื่อพระยาพหลพลพยุหะเสนากับพวก ได้ทำการยึดอำนาจการปกครอง โดยใช้กำลังทหาร ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้ว ได้มีหนังสือมาอัญเชิญข้าพเจ้า ให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าได้รับคำเชิญนั้น เพราะเข้าใจว่า พระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญ ตามแบบอย่างประเทศทั้งหลาย ซึ่งใช้การปกครองตามหลักนั้น เพื่อให้ประชาราษฎร ได้มีสิทธิที่จะออกเสียง ในวิธีดำเนินการปกครองประเทศ และนโยบายต่างๆ อันจะเปนผลได้เสีย แก่ประชาชนทั่วไป
ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้ว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศสยาม ให้เปนไปตามรูปนั้น โดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง เมื่อมามีเหตุรุนแรงขึ้นเสียแล้ว และเมื่อผู้ก่อการรุนแรงนั้นอ้างว่า มีความประสงค์จะสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น ก็เปนอันไม่ผิดกับหลักการที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์อยู่เหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นควรโน้มตามความประสงค์ของผู้ก่อการยึดอำนาจนั้นได้ เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ
ข้าพเจ้าได้พยายามช่วยเหลือ ในการที่จะรักษาความสงบราบคาบ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้น เปนไปโดยราบรื่นที่สุดที่จะเปนได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผล โดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง หาได้กระทำให้บังเกิดมีความเสรีภาพในการเมืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นไม่ และมิได้ฟังความคิดเห็นของราษฎรโดยแท้จริง
และจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ จะพึงเห็นได้ว่า อำนาจที่จะดำเนินนโยบายต่างๆ นั้น จะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการ และผู้ที่สนับสนุนเปนพวกพ้องเท่านั้น มิได้ตกอยู่แก่ผู้แทน ซึ่งราษฎรเปนผู้เลือก เช่นในฉบับชั่วคราว แสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการ จะไม่ให้เปนผู้แทนราษฎรเลย ฉบับถาวรได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ตามคำร้องขอของข้าพเจ้า แต่ก็ยังให้มีสมาชิกซึ่งตนเลือกเอง เข้ากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่ง ๑
การที่ข้าพเจ้าได้ยินยอมให้มีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนั้น จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงาน และชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่วไป ไม่จำกัดว่าเปนพวกใดคณะใด เพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทาง ให้แก่สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เปนพวกของตนเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ
นอกจากนี้ คณะผู้ก่อการบางส่วน ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวกันขึ้นเอง ในคณะผู้ก่อการและพวกพ้อง จนต้องมีการปิดสภา และงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของคณะรัฐบาลซึ่งถือตำแหน่งอยู่ในเวลานั้น ทั้งนี้ เปนเหตุให้มีการปั่นป่วนในการเมือง ต่อมา พระยาพหลฯ กับพวก ก็กลับเข้าทำการยึดอำนาจ โดยกำลังทหารเปนครั้งที่ 2 และแต่นั้นมา ความหวังที่จะให้การเปลี่ยนแปลงต่างๆ เปนไปโดยราบรื่นก็ลดน้อยลง
เนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการ มิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริง และประชาชนไม่ได้โอกาศออกเสียง ก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่างๆ จึงเปนเหตุให้มีการกบฏขึ้น ถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทย เมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียให้เข้ารูป ประชาธิปตัยอันแท้จริง เพื่อให้เปนที่พอใจแก่ประชาชน คณะรัฐบาลและพวก ซึ่งกุมอำนาจอยู่บริบูรณ์ในเวลานี้ ก็ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให้ราษฎรได้มีโอกาศออกเสียง ก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการ และนโยบายอันสำคัญ มีผลได้เสียแก่พลเมือง รัฐบาลก็ไม่ยินยอม และแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฎร ในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องคำร้องขอต่างๆ ของข้าพเจ้า สมาชิกก็มิได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้ และละเอียดลออเสียก่อน เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วน ภายในวาระประชุมเดียว
นอกจากนี้ รัฐบาลได้ออกกฎหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคล ซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทางการเมือง ในทางที่ผิดยุติธรรมของโลก คือไม่ให้โอกาสต่อสู้คดีในศาล มีการชำระ โดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย ซึ่งเปนวิธีการที่ข้าพเจ้าไม่เคยใช้ ในเมื่ออำนาจอันสิทธิขาด ยังอยู่ในมือของข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกใช้วิธีนี้ รัฐบาลก็ไม่ยอม.
ข้าพเจ้าเห็นว่า คณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการปกครองซึ่งไม่ถูกต้อง ตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคล และหลักความยุติธรรม ตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใด คณะใด ใช้วิธีการปกครองอย่างนั้น ในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
Cquote1.svg
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจ ที่จะสละอำนาจ อันเปนของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิม ให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้า ให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียง ในนโยบายของประเทศไทยโดยแท้จริง ไม่เปนผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้ เปนอันหมดหนทาง ที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ หรือให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์ แต่บัดนี้เปนต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเปนของข้าพเจ้าอยู่ ในฐานะที่เปนพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวง อันเปนของข้าพเจ้าแต่เดิมมา ก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์
Cquote2.svg

ข้าพเจ้า ไม่มีประสงค์ที่จะบ่งนามผู้หนึ่งผู้ใด ให้เปนผู้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิจะทำได้ ตามกฎมณเฑียรบาล ว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใด ก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศ เพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่า มิได้เปนไปโดยความยินยอมเห็นชอบ หรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้า มีความเสียใจเปนอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ ให้แก่ประชาชน และประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ ตามความตั้งใจ และความหวัง ซึ่งรับสืบต่อกันมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยอธิษฐาน ขอให้ประเทศสยามจงได้ประสบความเจริญ และขอประชาชนชาวสยาม จงได้มีความสุขสบาย.
ประชาธิปก.ปร.
วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477
เวลา 13 นาฬิกา 45 นาที

วันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

เมื่อพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จประพาสต้น



          ในการเสด็จ "ประพาสต้น" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มีเรื่องสนุก ๆ มากมายในการที่ชาวบ้านใด้พบเห็นในหลวงเป็นครั้งแรก
          ครั้งหนึ่งในการประพาสราชบุรี  พระองค์ทรงได้ว่าจ้างเรือเช่าประทุน 2 แจวที่ใช้บรรทุกข้าวของจากสวน เพื่อล่องตามแม่น้ำราชบุรี
          แต่อย่าลืมว่าในการเสด็จแต่ละครั้ง พระองค์จะปลอมพระองค์เป็นสามัญชน และผู้ติดตามเสด็จทุกคนด้วย

 แต่เกิดความแตกเมื่อในการเสด็จครั้งนี้เพราะกล่าวคือ
ในเรื่อประทุนที่พระบาทสมเด้จพระเจ้าอยุ่หัวประทับนั้น  เจ้าของเรือมีพระบรมรูปติดอยุ่ที่เครื่องบูชา
 พระองค์จึงทรงรับสั่งกับเมียเจ้าของเรื่อว่า  "รูปไคร"
 เมียเจ้าของเรือทูลว่า "พระรูปเจ้าชีวิต"
 พระองค์ทรงถามอีกว่า "แกได้เคยเห้นเจ้าชีวิตหรือไม่"
 เมียเจ้าของเรือว่า "ได้เคยเห็น 3 หน"
 พระองค์ทรงรับสั่งถามว่า "ได้เห้นที่ไหนบ้าง"
 เมียเจ้าของเรือกราบทูลว่า "ได้เห็นที่บางกอก 2 หน กับได้มาเห็นในวันนี้อีกหน"
 ก็เป็นอันว่าการเสด็จประพาสต้นครั้งนั้นความแตกจนได้